กิฟฟารีน

กิฟฟารีน

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด


โรคเบาหวาน

การดูแลรักษาโรคเบาหวานสำหรับทุกคน

องค์กรโรคเบาหวานสากล (IDF) ได้รณรงค์ ‘การดูแลรักษาโรคเบาหวานสำหรับทุกคน’ สำหรับปี 2549 นี้ เหตุผลหนึ่งสำหรับการรณรงค์ คือ มีผู้ป่วยหลายรายประสบกับภาวะโรคแทรกซ้อนสาเหตุจากโรคเบาหวานชนิดรุนแรงประเภทที่ 2 อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้เนื่องจากขาดการดูแลรักษา ซึ่งไม่เพียงแต่ขาดการดูแลรักษาในผู้ที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคเท่านั้น แต่ขาดการดูแลรักษาในผู้คนหลายคนที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์ด้วยเช่นกัน

มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้ไม่มีการดูแลรักษาเบาหวานประเภทที่ 2 สำหรับหลายๆ คนและผู้ที่มีความทนกลูโคสบกพร่อง (impaired glucose tolerance) ซึ่งเป็นอาการที่ไม่สามารถตรวจหาได้เนื่องจากไม่ปรากฏอาการภายนอก การขาดการดูแลรักษาเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานประเภทที่ 2

หนึ่งในขั้นตอนแรกที่มีความจำเป็นและมีความสำคัญเป็นอันดับแรกเพื่อระบุที่มาของปัญหา คือการเพิ่มความตระหนักให้กับสาธารณชนว่าวิธีการ ระยะเวลา และสาเหตุของการเข้ารับการบริการด้านสุขภาพเพื่อป้องกันและรักษาประเภทประเภทที่ 2 นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความเข้าใจของสาธารณชนที่ดีขึ้น สามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายการปรับปรุงการดูแลรักษาโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ให้ดีขึ้นด้วยวิธีการหลายๆ วิธี ตัวอย่างเช่น ความเข้าใจของสาธารณชนสามารถเพิ่มอัตราการตรวจหาและการวินิจฉัยในเบื้องต้น เพิ่มความสามารถและแรงจูงใจให้กับผู้ป่วยแต่ละรายในการเข้าถึงการดูแลรักษาทางการแพทย์และคำแนะนำที่เหมาะสม ตลอดจนการนำคำแนะนำจากแพทย์มาปฏิบัติและผลจากการปฏิบัติที่มีต่อภาวะโภชนาการและวิถีการดำรงชีวิต เพื่อป้องกันและการจัดการโรคเบาหวานประเภทที่ 2

เพื่อสนับสนุนการรณรงค์โดย IDF ดังนั้น AFIC กำลังเปิดตัวแหล่งข้อมูลใหม่สองแหล่ง ที่จัดทำไว้เพื่อเพิ่มความเข้าใจของโรคเบาหวานประเภทที่ 2 และสิ่งที่พวกเขาควรปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงโรคแทรกซ้อนที่สัมพันธ์กับเบาหวานประเภทที่ 2 ไไ บทความนี้อ้างอิงมาจากหนึ่งในแหล่งข้อมูลเหล่านี้ ได้แก่ แผ่นพับที่ได้ทบทวนและปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ‘สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับเบาหวานประเภทที่ 2’ โปรดอ่านเพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสำนักงาน AFIC ได้ที่ www.afic.org เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

เบาหวานประเภท 2 คืออะไร?

โรคเบาหวานคือสภาพการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงในร่างกายและมีการเปลี่ยนแปลงของไขมันในเลือดที่ไม่ต้องการ เบาหวานประเภทที่ 2 เป็นประเภทของเบาหวานที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยโรคเบาหวานประมาณ 85 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ปกติเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ แม้ว่าจะเกิดขึ้นในเด็กและวัยรุ่นไม่มากนักก็ตาม ผู้มีน้ำหนักตัวมากเกินก็สามารถเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

มีปริมาณผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 มากเท่าไร?

ประเทศอินเดียมีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานมากที่สุดในโลก (35.5 ล้านคน) ตามด้วยสาธารณรัฐประชาชนจีน อยู่ในลำดับที่สองด้วยผู้ป่วยโรคเบาหวาน 23.8 ล้านคน โดยในปี 2546 ประชากรในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 39.3 ล้านคน คาดว่าป่วยด้วยโรคเบาหวาน ซึ่งเทียบเท่ากับ 5.6 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด

อาการของเบาหวานประเภทที่ 2 เป็นอย่างไร?

เบาหวานประเภทที่ 2 พัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ บางครั้งไม่ปรากฏอาการภายนอก ผู้ป่วย 1 ใน 3 รายที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานได้พัฒนาโรคแทรกซ้อนขึ้นแล้ว ในกรณีเช่นนี้ ผลที่เกิดขึ้นอาจไม่สามารถรักษาให้หายกลับเป็นปกติได้

อาการทางภายนอกที่พบบ่อยที่สุดของเบาหวานประเภทที่ 2 ได้แก่ การกระหายน้ำอย่างรุนแรง ปัสสาวะบ่อย หิว สูญเสียน้ำหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ ไร้เรี่ยวแรง ตาพร่ามัว แผลหายช้า ปวดเสียวหรือสูญเสียความรู้สึกบริเวณมือหรือเท้า เกิดการติดเชื้อซ้ำที่ผิวหนัง เหงือก ช่องคลอด หรือระบบทางปัสสาวะ

เราจะป้องกันหรือลดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานประเภทที่ 2 ได้อย่างไร?

เพื่อหลีกเลี่ยงโรคแทรกซ้อน สิ่งสำคัญได้แก่การตรวจหาเบาหวานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินหรือโรคอ้วน และมีอายุเกิน 45 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเพื่อหาเบาหวานอย่างง่ายๆ โดยแพทย์ ปีละหนึ่งครั้ง

สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 เป้าหมายสำคัญประการแรก คือ การควบคุมกลูโคส ไขมัน และความดันเลือดในกระแสเลือดให้ปกติดีอยู่เสมอ เพื่อให้การควบคุมกลูโคสในกระแสเลือดประสบผลสำเร็จ การทำสมาธิและการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น วิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ การวางแผนโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพและการออกกำลังกาย การหมั่นพบแพทย์อยู่เป็นประจำ ก็ช่วยในการตรวจหาโรคแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อสุขภาพได้ทันท่วงทีอีกด้วยเช่นกัน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ?

มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญต่อเบาหวานประเภทที่ 2 หากสมาชิกในครอบครัวหนึ่งคนหรือมากกว่าเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้มีน้ำหนักตัวมากเกินและผู้เป็นโรคอ้วน: ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 มากกว่า 8 ใน 10 ราย เป็นผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินหรือโรคอ้วนอย่างใดอย่างหนึ่ง
ผู้ไม่ออกกำลังกาย: เบาหวานประเภทที่ 2 โดยปกติเกิดขึ้นกับผู้เฉื่อยชามากกว่า การออกกำลังกายสามารถลดโอกาสการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ครึ่งหนึ่ง
ผู้สูงอายุ: ผู้ป่วยจำนวน 1 ใน 5 ราย ที่มีอายุเกิน 65 ปี เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2
เราจะป้องกันหรือชะลออาการของโรคเบาหวานได้อย่างไร?

สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกิน ควรลดไขมันของร่างกายลง 7 – 10 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวปัจจุบัน ลดโอกาสเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ครึ่งหนึ่ง

ไขมันที่สะสมรอบๆ บริเวณท้อง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน และโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกัน ไขมันบริเวณช่องท้องสามารถวัดได้ด้วยการวัดเส้นรอบเอว กระทำได้โดยใช้สายวัดวัดที่บริเวณกึ่งกลางระหว่างกระดูกซี่โครงส่วนล่างและและส่วนบนของกระดูกรอบเอว เส้นรอบเอวที่น้อยกว่า 90 เซ็นตริเมตร สำหรับผู้ชายและน้อยกว่า 80 เซ็นตริเมตรสำหรับผู้หญิง บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ต่ำ สำหรับผู้ที่มีไขมันช่องท้องมากกว่า ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับเส้นรอบวงที่เพิ่มขึ้น

การใช้กล้ามเนื้ออยู่เสมอ เพิ่มความสามารถของกล้ามเนื้อในการดูดซึมและนำอินซูลินมาใช้ ทั้งสองกรณีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นหรือเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 จึงแนะนำให้ทำการออกกำลังกายเต้นแอโรบิก ออกกำลังกายแบบใช้กล้ามเนื้อ และการออกกำลังแบบยืดหยุ่นผสมผสานกัน

ข้อแนะนำการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค: แนะนำให้ทำอย่างน้อย 5 ครั้งต่อสัปดาห์ นานครั้งละ 30 นาทีโดยประมาณต่อวัน หากคุณต้องการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายเพิ่มเติมก็จะเป็นประโยชน์ ปรึกษาแพทย์ของคุณก่อนเพิ่มระดับการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายแบบใช้กล้ามเนื้อ: การสะสมมวลกระดูก เป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้เป็นเบาหวาน ในการเผาผลาญแคลอรี่และเสริมความสามารถของร่างกายในการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด การยกน้ำหนักเป็นตัวอย่างหนึ่งของการออกกำลังแบบใช้กล้ามเนื้อ

การออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น เช่น การยืดคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บในระหว่างการออกกำลังกาย

ข้อแนะนำการเพิ่มการออกกำลังกาย:

จอดรถที่ลานจอดรถไกลสุด
ตกแต่งสวนที่บ้าน
มีส่วนร่วมทำกิจกรรมกับเด็กหรือลูกหลาน
เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์หรือบันไดเลื่อน
ล้างรถ
หยุดลงที่สถานีรถ ให้ห่างสองสามช่วงจากป้ายปกติ และเดิน
ข้อแนะนำการเลือกรับประทานอาหาร

กลยุทธ์เชิงโภชนาการที่สำคัญที่สุดสองประการเพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้แก่ การเลือกแหล่งอาหารที่มีเส้นใยสูง มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตและไขมันต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันชนิดอิ่มตัว

เลือกธัญพืชที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่มีเส้นใยสูง และจำกัดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตบริสุทธิ์สูง โดยธัญพืชที่มีคาร์โบไฮเดรตเส้นใยสูง จะเกิดการดูดซึมอย่างช้าๆ ซึ่งจำกัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด และลดความต้องการของอินซูลิน ทางเลือกที่ดี ได้แก่ ข้าวแดง ข้าวไม่ขัดสี ข้าวโอ๊ต ขนมปังจากธัญพืช บะหมี่ปรุงกึ่งสุก เวอร์มิเซลลีจากถั่ว ถั่วหรือถั่วมีเปลือก เช่น ถั่วบัลเกอร์ (bulgur) เป็นต้น

ใช้ไขมันไม่อิ่มตัวแทนที่จะใช้ไขมันอิ่มตัวและไขมันชนิดทรานส์ ไขมันไม่อิ่มตัว เป็นต้นว่า น้ำมันคาโนลา น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่ว น้ำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันข้าวโพด ช่วยป้องกันโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดปาล์มซึ่งมีระดับไขมันอิ่มตัวสูงกว่า และ และเนยเทียมชนิดแข็งหรือกึ่งเหลว เช่นเดียวกับน้ำมันหมู ซึ่งมีทั้งไขมันอิ่มตัว และไขมันชนิดทรานส์ ซึ่งอาจเร่งการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 และโรคแทรกซ้อน

ข้อมูลทางการแพทย์ด้านเบาหวานจากมูลนิธิเบาหวานสากล (The Diabetes Atlas of the World Diabetes Foundation) ประเมินว่า ทั่วโลกมีประชากรวัยผู้ใหญ่เป็นโรคเบาหวานมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ และอีก 8 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ที่มีความทนกลูโคสบกพร่อง ซึ่งเป็นสภาพที่นำมาซึ่งโรคแทรกซ้อนหลายอาการจากเบาหวาน และในหลายๆ รายที่ไม่เข้ารับการตรวจจากแพทย์ ก็จะพัฒนาเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2

อ่านเพิ่มเติม

Diet, Nutrition and the Prevention of Chronic Diseases:Report of a Joint WHO/ FAO Expert Consultation, 2003

World Diabetes Foundation: Diabetes Atlas 2nd Ed. 2003

International Diabetes Foundation www.idf.org
From : Noy shop  
Email : IP : 124.121.102.35

ลบ




ความคิดเห็นที่ 1 From : Noy shop
กาแฟมื้อเที่ยง เพิ่มเสี่ยงเบาหวาน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการถือถ้วยกาแฟเย็น ชาเย็น น้ำผลไม้ปั่น (เติมน้ำเชื่อม) หรือน้ำอัดลมในช่วงพักเที่ยง ทำให้คุณดูเป็นสาวทำงานผู้มาดมั่นทันสมัยแล้วล่ะก็ วันนี้เรามีอีกหนึ่งความจริงจะมาบอก นั่นก็คือ แก้วเครื่องดื่มในมือนั้น ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อร่างกาย แถมจะมีโทษเสียอีกด้วย เพราะมันคือตัวการที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้นั่นเอง ตรงกันข้ามกับน้ำเปล่าที่นอกจากจะไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานให้กับคุณแล้ว มันยังไม่มีแคลอรี ไม่กลายเป็นส่วนเกินให้กับร่างกายของคุณอีกด้วย

ข้อมูลนี้เป็นงานวิจัยส่งตรงจากสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคเบาหวานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และยังเป็นประเทศที่ผู้หญิงราว 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 12.6 ล้านคนป่วยด้วยโรคเบาหวาน ซึ่งจากการสำรวจวิถีชีวิตของสาวๆ 82,902 คนในสหรัฐอเมริกา นำโดย ดร. Frank Hu พบว่า ในช่วงเวลา 12 ปีที่ผ่านมานี้ มีถึง 2,700 คนจากจำนวน 82,902 คน กลายเป็นผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานไปแล้ว

โดยพฤติกรรมของสาวๆ เหล่านี้ หนีไม่พ้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เป็นประจำ ซึ่งนักวิจัยยังเผยด้วยว่า หากสาวๆ เหล่านี้เปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มมาเป็นการดื่มน้ำเปล่า ความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานจะลดลง 7-8 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

การศึกษาของ ดร.Hu เผยด้วยว่า เครื่องดื่มประเภทชา หรือกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล หรือสารปรุงแต่งรสหวานนั้น ก็อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพได้เช่นกัน แต่สำหรับตัวเลือกที่ดีที่สุดนั้น หนีไม่พ้น “น้ำเปล่า” ที่ไม่มีแคลอรีใดๆ เลยนั่นเอง แต่ถ้าหากน้ำเปล่ามันธรรมดาเกินไป คุณอาจเติมมะนาวฝานเพิ่มความเปรี้ยวนิดๆ ให้กับตัวเองด้วยก็ได้

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ใน the American Journal of Clinical Nutrition

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
Date Time : 2012-06-09 10:25:59 IP: 124.121.102.35

ลบ



ความคิดเห็นที่ 2 From : Noy shop

สื่อนอกตีแผ่งานวิจัยไทย พบสารประกอบใน “ผงกะหรี่” ช่วยลดความเสี่ยงเบาหวาน

รอยเตอร์ - งานวิจัยชิ้นล่าสุดของไทยพบว่า สารประกอบในเครื่องเทศที่ใช้ทำแกงกะหรี่มีส่วนช่วยป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

ผลการศึกษาของนักวิจัยไทยซึ่งตีพิมพ์ลงวารสาร Diabetes Care พบว่า การได้รับสารเคอร์คิวมิน (curcumin) เป็นประจำทุกวันตลอดระยะเวลา 9 เดือน อาจสามารถป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่อยู่ในภาวะใกล้เป็นเบาหวาน (prediabetes) กล่าวคือ ผู้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนอาจพัฒนากลายเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes)

เคอร์คิวมิน เป็นสารประกอบในหัวขมิ้นชัน ซึ่งงานวิจัยในอดีตพบว่า สารชนิดนี้สามารถต่อต้านการอักเสบ และป้องกันมิให้เซลล์ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ ซึ่งกระบวนการทั้งสองนี้เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคร้าย รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย

“ด้วยคุณประโยชน์และความปลอดภัยของสารชนิดนี้ เราจึงเสนอว่า สารสกัดเคอร์คิวมินอาจใช้ในการบำบัดผู้ป่วยโรคเบาหวานได้” สมลักษณ์ จึงสมาน หัวหน้านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นครนายก ระบุ

งานวิจัยชิ้นนี้เก็บข้อมูลจากคนวัยผู้ใหญ่ 240 รายที่อยู่ในภาวะใกล้เป็นเบาหวาน โดยสุ่มให้บางรายรับประทานเคอร์คิวมินชนิดแคปซูล และบางรายรับประทานยาหลอก (placebo) ซึ่งกลุ่มที่รับประทานเคอร์คิวมินนั้นจะได้รับแคปซูลที่มีสารเคอร์คิวมินอยด์ 250 มิลลิกรัม จำนวน 6 เม็ดต่อวัน

หลังผ่านไป 9 เดือน กลุ่มที่รับประทานยาหลอก 19 ใน 116 คนป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ขณะที่กลุ่มซึ่งรับประทานสารเคอร์คิวมิน 119 คน ไม่มีผู้ใดป่วยเป็นเบาหวานเลย

นักวิจัยพบว่า สารเคอร์คิวมินช่วยปรับปรุงการทำงานของเบตาเซลล์ ซึ่งเป็นเซลล์ในตับอ่อนที่ทำหน้าที่หลั่งสารอินซูลินออกมาย่อยน้ำตาล และคุณสมบัติต้านการอักเสบของเคอร์คิวมินช่วยป้องกันมิให้เบตาเซลล์ถูกทำลาย

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวานเตือนว่า ผู้บริโภคยังไม่ควรรีบไปหาซื้อแคปซูลเคอร์คิวมินมารับประทาน

“แม้ผลวิจัยจะมีความเป็นไปได้สูง แต่ยังมีคำถามต่อไปอีกมาก” คอนสแตนซ์ บราวน์-ริกส์ นักวิชาการศึกษาเรื่องโรคเบาหวานซึ่งมีประกาศนียบัตรรับรอง และโฆษกประจำวิทยาลัยโภชนาการและโภชนวิทยา กล่าว

บราวน์ ริกส์ ระบุว่า งานวิจัยชิ้นนี้ใช้เวลาเพียง 9 เดือน ในขณะที่ผลการศึกษาอื่นๆ ซึ่งใช้เวลายาวนานและใช้กลุ่มตัวอย่างมากกว่า พบว่าการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เช่น ลดแคลอรีและออกกำลังกาย ก็สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในกลุ่มเสี่ยงได้เช่นกัน

เธอยังเตือนว่า ผู้บริโภคไม่อาจแน่ใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ซื้อมานั้นมีสารเคอร์คิวมินอยู่จริง และมีในปริมาณเท่ากับที่ระบุบนฉลากหรือไม่

“หากดิฉันกำลังให้คำปรึกษาคนไข้ ดิฉันจะแนะให้เขารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเปลี่ยนพฤติกรรมโดยรวมมากกว่า”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
Date Time : 2012-07-30 03:38:56 IP: 49.230.161.151

ลบ



ความคิดเห็นที่ 3 From : Noy Shop
น้ำตาลเทียมเพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน

การดื่มน้ำอัดลมเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โดยการศึกษานี้ได้ทำการศึกษาในผู้หญิงกว่า 66,000 คน และพบว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมชนิดใส่น้ำตาลเทียมนั้นอาจป่วยเป็นโรคเบาหวานได้เร็วกว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมแบบใส่น้ำตาลแท้ ๆ อีกด้วย

เป็นผลการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ใน The American Journal of Clinical Nutrition ซึ่งในรายงานระบุอย่างชัดเจนว่า "น้ำอัดลมไม่มีวันดีต่อร่างกาย" แต่สิ่งที่ทีมวิจัยพบมากไปกว่านั้นก็คือ อันตรายของน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาลเทียมต่อสุขภาพนั้นสูงกว่าน้ำอัดลมเวอร์ชันปกติ ซึ่งสวนทางกับความเชื่อของผู้บริโภคจำนวนมากที่เข้าใจว่าการไม่ใส่น้ำตาลในน้ำอัดลมจะปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่านั่นเอง

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ชื่นชอบการบริโภคน้ำอัดลมสามารถหลีกเลี่ยงโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ด้วยการหมั่นออกกำลังกาย แต่ถ้ารักจะเสี่ยงบริโภคอาหารชวนเกิดเบาหวาน แถมยังไม่ชอบไปออกกำลังกายด้วยแล้ว เราก็ยังมีทางแก้ดี ๆ มาฝากกันโดยเป็นอีกหนึ่งงานวิจัยดี ๆ จากมหาวิทยาลัย Leicester นั่นก็คือ "ต้องลดเวลาการนั่งอยู่กับที่ลงสักวันละ 90 นาทีให้ได้" เนื่องจากนักวิจัยพบว่า ผู้ที่ต้องลุกเดินไปโน่นมานี่บ่อย ๆ นั้นจะมีคลอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือดในระดับที่ "ปลอดภัย" กว่าผู้ที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับที่ทั้งวัน

มากไปกว่านั้น โจเซฟ เฮนสัน หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า พฤติกรรมการนั่งทำงานนาน ๆ ยังนำไปสู่การรับประทานอาหารมื้อใหญ่เกินความต้องการของร่างกายได้อีกด้วย

"การเดินออกกำลัง การทำสวน แต่งบ้าน ทำงานบ้าน เหล่านี้ล้วนเป็นวิธีใช้เวลา 90 นาทีให้หมดไปอย่างมีคุณค่า หรือหากเป็นพนักงานออฟฟิศ จะลุกเดินไปคุยกับเพื่อนร่วมงานบ้างก็ได้"

คุณพ่อคุณแม่ท่านใดที่ชื่นชอบการบริโภคเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมจึงควรตระหนักให้มากต่อความเสี่ยงดังกล่าว ยิ่งท่านที่ยังมีลูกเล็กให้ต้องเลี้ยงดูด้วยแล้ว ยิ่งต้องเห็นคุณค่าของการมีสุขภาพที่ดีให้มาก เพราะลูก ๆ ยังต้องการการดูแลจากคุณพ่อคุณแม่อีกไม่น้อยกว่า 15 ปี หากป่วยขึ้นมา ทำงานไม่ได้ ครอบครัวอาจลำบากในที่สุด และเป็นความลำบากที่บริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมจะไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ อีกด้วย

เรียบเรียงจากเดลิเมล
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
Date Time : 2013-03-02 11:10:17 IP: 171.100.202.93

ลบ



ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
Captcha
65n8CmFTNJr8

รหัส
กิฟฟารีน