กิฟฟารีน

Fashion design

Fashion design ชุดราตรี

Fashion design

Fashion design ชุดเอนกประสงค์

ออกแบบเสื้อผ้าชุดลำรอง

Fashion design ชุดเอนกประสงค์

เสื้อผ้าวัยรุ่นสไตล์เกาหลี

Fashion design ชุดเอนกประสงค์

Fashion design ชุดแฟนซี

เสื้อผ้าแฟชั่น ออกแบบเสื้อผ้า

ชุดใส่ทำงานสไตล์นักกิฬา

Fashion design

ออกแบบเสื้อผ้า

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด

น้ำมันปาล์มมีอันตรายมาก ใช้น้ำมันหมูทำกับข้าวยังดีกว่า

30ปีที่ผ่าน ถูกล้างสมองว่า ! ทานนํ้ามันพืชดีกว่านํ้ามันหมู

นํ้ามันพืชทำให้ไม่เป็น ครอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอรายน์! ประกอบอาหารด้วยนํ้ามันพืชทำให้ ฝา ฝ้า เพดาน หลอดไฟ พ้ดลมดูดอากาศ สกปรกมากเป็นพิเศษ ล้างยากมาก
สถิติ 30 ปีที่ผ่าน คนไทยเป็นโรคไขมันในเส้นเลือด เบาหวาน ความดัน หัวใจ เพิ่มมากขึ้นทุกปี และอายุคนเป็น
ก็ลดลง จากในอดีตส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงวัย แต่ปัจจุบันพบในเด็กอายุ10ขวบบวกลบเพิ่มมากขึ้นๆๆๆ

สาเหตุที่แนะนำให้ใช้น้ำมันหมูแทนน้ำมันพืช ส่วนหนึ่งมาจากภาวะน้ำมันปาล์มขาดตลาดในตอนนี้ที่เอง ในเวลาที่ใคร ๆ ก็โหยหาแต่น้ำมันพืช 88DB มีความลับเกี่ยวกับน้ำมันพืชและน้ำมันหมูมาเปิดเผย สมัยก่อนคนไทยนิยมทอดอาหารด้วยน้ำมันหมู แต่เมื่อน้ำมันพืชเข้ามาบุกตลาดพร้อมกับโฆษณาว่า ใช้น้ำมันพืชแล้วดี เพราะไม่เป็นไข ทำให้คนเชื่อว่าน้ำมันหมูไม่ดีเพราะเป็นไขได้ง่าย จึงหันมาหาบริโภคน้ำมันพืชแทน

ใช้น้ำมันหมูทำกับข้าว แทนน้ำมันพืชกันเถอะ

จริง ๆ แล้วน้ำมันพืช น้ำมันปาล์ม จัดเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว การผลิตต้องผ่านกรรมวิธีฟอกสีให้ดูสะอาด สดใส แวววาว
พร้อมกับแต่งกลิ่นไม่ให้เหมืนหืน ที่โฆษณาว่าไม่เป็นไขนั้น จริง ๆ แล้ว น้ำมันพืชจะไม่เป็นไขก็ต่อเมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่า
25 องศาฯ แต่อุณหภูมิในร่างกายคนเราอยู่ที่ประมาณ 37 องศาฯ ซึ่งเมื่อน้ำมันพืช น้ำมันปาล์มเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะกลายเป็นกาวเหนียว ๆ เข้าไปเกาะเคลือบผนังลำคอ ลำไส้ กระเพาะ ทำให้ผนังลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ นำไปสู่โรคต่าง ๆ มากมาย ทั้งโรคอ้วน โรคคอเลสเตอรอลสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ รวมถึงทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย

ตรงข้ามกับน้ำมันหมู ที่เป็นไขมันอิ่มตัว แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไม่เป็นไข และละลายกับน้ำได้ ร่างกายจึงดูดซึมสารอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเป็นปกติ คนสมัยก่อนจึงไม่มีปัญหาโรคภัยรุมเร้ามากมายอย่างในปัจจุบัน

ดังนั้น เราจึงควรคิดใหม่ทำใหม่กันอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่น้ำมันพืชกำลังขาดแคลน หันมาเคี่ยวน้ำมันหมูใช้เองกันดีกว่า ทั้งประหยัด ทั้งปลอดภัยกว่าน้ำมันพืชเป็นไหน ๆ วิธีทดสอบความเป็นไขของน้ำมันพืชและน้ำมันหมู

เอาน้ำมันพืชใช่ภาชนะ แล้วเอาไปตากแดดในอุณหภูมิประมาณ 30 -37 องศา ซึ่งใกล้เคียงกับร่างกายของเราสัก 10 นาที แล้วลองเช็ดน้ำมันออก จะพบว่าเป็นเมือกกาวซึ่งเช็ดออกยากมาก ล้างไม่มีทางออก ต้องใช้ "กรด" เท่านั้นถึงล้างออก! ตรงข้ามกับน้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว ตากแดดแล้วล้างออกง่าย ทีนี้ลองเลือกเอาเองว่า เราควรจะบริโภคน้ำมันแบบไหนดีกว่ากัน
From : Noy Shop  
Email : IP : 101.108.227.37

ลบ




ความคิดเห็นที่ 1 From : Noy Shop

สสส.เตือนบริโภคน้ำมันหมูแทนน้ำมันปาล์ม เสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ ชี้คนกรุงกว่า 50% คอเลสเตอรอลสูงกว่าค่ามาตรฐาน แนะใช้น้ำมันทางเลือกที่ไม่เพิ่มคอเลสเตอรอล

ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงรอง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคหลังจากการประกาศขึ้นราคาน้ำมันพืช พบว่า มีผู้บริโภคบางส่วนหันไปใช้การเจียวน้ำมันจากมันหมูแทน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อสุขภาพ เนื่องจากน้ำมันหมูประกอบด้วยกรดไขมันชนิดอิ่มตัว ที่ทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูง และเป็นที่ทราบกันดีว่าคนไทยส่วนหนึ่งมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งปัจจุบันพบว่าคนในกรุงเทพฯ กว่า 50% มีคอเลสเตอรอลสูงกว่าค่ามาตรฐาน คือเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และเมื่อเกิดโรคขึ้นแล้วก็ไม่หายขาด ดังนั้น การป้องกันโรคจึงน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด นั่นคือการลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ลง การรับประทานอาหารที่มีไขมันคอเลสเตอรอลต่ำก็เป็นหนทางหนึ่ง ดังนั้นในการเลือกใช้น้ำมันในการปรุงอาหารจึงเป็นสิ่งที่ควรทราบ

“นอกจากน้ำมันหมูซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ยังมีน้ำมันทางเลือกอื่นอีกจำนวนมากซึ่งดีต่อสุขภาพ ให้ใช้บริโภคแทนน้ำมันปาล์มที่ราคาสูงขึ้น เช่น น้ำมันกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโมโน เป็นกรดไขมันชนิดดี ไม่เพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือด พบมากในน้ำมันมะกอก พบปานกลางในน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโพลี เป็นกรดไขมันชนิดดีปานกลาง เช่น กรดไลโนเลอิก ซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลงได้บ้าง มีในน้ำมันรำข้าวพอสมควร อย่างไรก็ตาม น้ำมันปรุงอาหารหลายยี่ห้อที่ขายในประเทศไทยเป็นน้ำมันผสม ดังนั้น ก่อนซื้อผู้บริโภคควรพิจารณาดูส่วนผสมที่ฉลากด้วย” ทพ.ศิริเกียรติกล่าว

นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้จัดการโครงการพัฒนาโภชนาการสมวัย สสส. และกรมอนามัย กล่าวว่า สถานการณ์การบริโภคน้ำมันของคนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากคนไทยกินของผัดและของทอดสูงขึ้น จากปกติควรจะได้รับน้ำมันจากการกินไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งหากบริโภคเกินขนาดก็นำไปใช้ไม่หมด จนเกิดปัญหาอ้วนลงพุง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคหอบ ดังนั้น ในระหว่างที่น้ำมันปาล์มแพงขึ้น เราควรฉวยโอกาสนี้ในการลดกินของผัดและทอด หันมากินของต้ม ย่าง ยำ อบ และนึ่งแทน เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันในการทำอาหารให้น้อยลง เพื่อเป็นการประหยัดน้ำมันและลดปัญหาอ้วนลงพุง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคหอบ ได้ด้วย และไม่ต้องห่วงว่าร่างกายจะขาดน้ำมัน เพราะคนไทยหาน้ำมันอย่างอื่นมาทดแทนให้แก่ร่างกายได้หลายทาง เช่น กะทิ และเนื้อสัตว์ นอกจากนี้การปรุงอาหารควรลดปริมาณการใช้น้ำมันให้น้อยลง โดยเฉพาะการผัดหรือการทอด ซึ่งยังคงรสชาติของอาหารและยังได้สุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย

From: www2.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000004692
Date Time : 2013-07-17 00:49:25 IP: 101.108.227.37

ลบ



ความคิดเห็นที่ 2 From : Noy Shop

ชั่วร้ายกว่าน้ำมันหมู

(บทความเขียนให้นิตยสาร Guitar Affection)




ชั่วร้ายกว่าน้ำมันหมู

ผมเพิ่งได้คนทำครัวคนใหม่มาไม่นาน เธอเป็นคนมีรสนิยม ความที่เคยทำงานตามบ้านทูตในต่างประเทศมาก่อน เธอจึงซึมซับทัศนคติเกี่ยวกับการรักษาทรวดทรงองค์เอวจากบรรดาคุณหญิงคุณนายที่แวะเวียนมาเป็นแขกของเจ้านายเก่าของเธอไม่น้อย และเธอไม่ใช่แม่ครัวชนิด “สำเนาถูกต้อง” แบบว่าเห็นแค่ครึ่งตัวก็วินิจฉัยได้แล้วว่าหุ่นอย่างนี้ต้องเป็นแม่ครัว ไม่ เธอไม่ใช่อย่างนั้น เธอมีความอรชรอ้อนแอ้น และ “ไว้ตัว” เรื่องอาหารการกิน หลักฐานยืนยันอย่างหนึ่งก็คือเธอไม่เคยแตะต้อง “Narrow Pig” ซึ่งเป็นอาหารพิเศษของผมในตู้เย็นเลย Narrow Pig ก็คือ "แคบหมู" ไงครับ ตอนเด็กๆผมเรียกมันว่าอย่างนั้น คือตัวผมเป็นคนเหนือ ที่เหมือนคนเหนือทั้งหลายตรงที่นับถือแคบหมูว่าเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานมาให้ ทุกระยะห้าหกเดือน “คุณย่า” ที่พะเยาก็จะส่งแคบหมูที่ทอดแบบออริจินอลของทางเหนือมา มันอร่อยจริงๆแบบหาซื้อกินที่ไหนไม่ได้ ชนิดที่แม่ครัวคนก่อนๆล้วนอดใจไม่ได้ต้องเก็บภาษีในอัตราสังคมนิยมไปซะค่อนครึ่งก่อนที่แคบหมูรสโอชาจะมาถึงเจ้านาย แต่แม่ครัวคนนี้เธอไม่แตะมันเลย วันหนึ่งผมนั่งทานแคบหมูอยู่จึงถือโอกาสชวนเธอด้วย เธอตอบว่า

“น้ำมันหมูนี่มันชั่วร้ายมากไม่ใช่เหรอคะ คุณหมอ”

เล่นเอาผมอึ้งกิมกี่ไป ได้แต่หัวเราะหึ หึ หึ

แม่ครัวของผมคนนี้เธอมีความสนใจใฝ่รู้ด้วย อาศัยที่อ่านภาษาอังกฤษออก เวลาไปซื้ออาหารอะไรมาเธอจะนั่งอ่านฉลากแล้วขยันถาม ความที่ผมดื่มแต่กาแฟดำ ส่วนเธอนั้นดื่มกาแฟใส่ครีมและน้ำตาล เธอจึงต้องช็อปครีมและน้ำตาลของตัวเอง วันหนึ่งเธอซื้อครีมเทียมใส่กาแฟมา แล้วนั่งอ่านฉลากพลางตะโกนถามผมพลางว่า



“0% โคเลสเตอรอล นี่หมายความว่าดีใช่ไหมคะหมอ” ผมตอบว่า



“ไม่ใช่ มันหมายความว่าของที่อยู่ในซองนี้ไม่มีความดีใดๆจะแจ้งให้ท่านทราบแล้ว นอกจากข้อมูลว่ามันทำมาจากพืชเท่านั้น” เธอหัวเราะ แฮ้ แฮ้ แฮ้ แล้วว่า

“แต่หนูได้ยินมาแต่ว่าโคเลสเตอรอลเป็นของไม่ดี ทำให้เป็นโรคหัวใจ” ผมตอบว่า



“โคเลสเตอรอลที่เป็นของไม่ดีคือโคเลสเตอรอลชนิดเลวหรือ LDL ที่อยู่ในเลือดของเรา ไม่ใช่โคเลสเตอรอลในอาหาร ความเกี่ยวข้องระหว่างโคเลสเตอรอลในอาหารกับ LDL ในเลือดยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่ามันเกี่ยวข้องกันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ของที่ทำจากน้ำมันพืชทุกชนิดไม่มีโคเลสเตอรอลอยู่แล้ว น้ำมันปาล์มก็ไม่มีโคเลสเตอรอล แต่ก็เป็นไขมันอิ่มตัวซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้นคำว่า No Cholesterol ในฉลากอาหารจึงไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น” เธออ่านและถามต่อไปอีกว่า



“0% ไขมันอิ่มตัว ก็ต้องดีใช่ไหมหมอ เพราะหนูได้ยินมาว่าน้ำมันหมูที่ชั่วร้ายเป็นไขมันอิ่มตัว” ผมตอบว่า



“ดี..ถ้าข้างในนั้นไม่ใช่ไขมันชนิดที่ชั่วร้ายกว่าไขมันอิ่มตัว” เธออ่านต่อไปอีกว่า



“ผลิตจากไขมันถั่วเหลือง อย่างนี้ต้องหมายความว่าดีแน่ๆเลยใช่ไหมคะหมอ” ผมถามว่า



“ของข้างในนั้นเป็นผงหรือเป็นน้ำ” เธอตอบว่า



“ครีมเทียมใส่กาแฟมันก็ต้องเป็นผงสิคุณหมอ” ผมจึงบอกเธอว่า



“อย่างนี้หมายความว่าของที่อยู่ในนั้นชั่วร้ายกว่าน้ำมันหมู” คราวนี้เธอร้องฮ้าและเผลอปล่อยซองครีมเทียมหลุดมือ



ความเป็นจริงก็คือว่าครีมเทียมที่ใส่กาแฟในมือเธอนั้นเป็นไขมันชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า ไขมันทรานส์ (trans fat) ซึ่งได้จากการนำไขมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลืองมาอัดไฮโดรเจนเข้าไปเพื่อทำให้มันแข็งเป็นไข จะได้ทำเป็นผงได้ แล้วเอามาทำอาหารอุตสาหกรรมเช่น เค้ก คุ้กกี้ ขนมกรุบกรอบ ครีมเทียม เนยเทียม บางทีคนจึงเรียกง่ายๆว่าไขมันผง หรือไขมันแข็ง (solid fat) ตอนนี้ในอเมริกากำลังมีการรณรงค์ต่อต้านอาหารที่ไม่ควรกินโดยใช้สโลแกนว่า SoFAS โดยคำว่า SoF ย่อมาจาก solid fat ก็คือเจ้าไขมันทรานส์นี่แหละ ส่วนคำว่า AS ย่อมาจาก added sugar ซึ่งหมายถึงน้ำตาลในเครื่องดื่ม ทั้งไขมันทรานส์ และทั้งน้ำตาลในเครื่องดื่ม กำลังถูกหมายหัวเป็นอะไรน้องๆสารพิษในทางโภชนาการเลยทีเดียว



พิษภัยของไขมันทรานส์ได้รับการพิสูจน์โดยงานวิจัยของฮาร์วาร์ดซึ่งติดตามดูคนถึงแปดหมื่นกว่าคนไปนานถึง 12 ปี โดยจำแนกออกเป็นกลุ่มๆตามชนิดของที่มาของพลังงานที่ได้เพิ่มเข้ามาระหว่างการวิจัย แล้วเปรียบเทียบกันว่าการบริโภคแหล่งพลังงานแบบไหนจะเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดมากกว่ากันโดยใช้กลุ่มที่ได้พลังงานเพิ่มมาจากคาร์โบไฮเดรตเป็นตัวตั้ง งานวิจัยนี้พบว่าพวกที่ได้พลังงานจากไขมันทรานส์ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าพวกที่ได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตถึง 93%พวกที่ได้พลังงานจากไขมันอิ่มตัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าพวกที่ได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต 17% ส่วนพวกที่ได้พลังงานเพิ่มมาจากไขมันไม่อิ่มตัวนั้นเป็นโรคน้อยกว่าพวกที่ได้พลังงานเพิ่มจากคาร์โบไฮเดรต งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่าไขมันทรานส์ชั่วร้ายที่สุด ร้ายกว่าไขมันอิ่มตัวเช่นน้ำมันหมูตั้งแยะ




ดังนั้นก่อนจะร้องบอกคนอื่นที่ทานแคบหมูว่าอย่านะ อันตราย ให้มองเค้ก คุ้กกี้ ขนมกรุบกรอบ และครีมเทียม ในมือเราก่อนนะครับ




นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
Date Time : 2013-07-17 00:58:12 IP: 101.108.227.37

ลบ



ความคิดเห็นที่ 3 From : พีซ
ขอบคุณค่ะ มีประโยชน์มากเลยค่ะ
Date Time : 2014-07-04 21:06:32 IP: 1.46.161.136

ลบ



กิฟฟารีน