กิฟฟารีน

Fashion design

เสื้อผ้าวัยรุ่นสไตล์เกาหลี

Fashion design ชุดเอนกประสงค์

ออกแบบเสื้อผ้า

Fashion design ชุดแฟนซี

Fashion design ชุดเอนกประสงค์

Fashion design

เสื้อผ้าแฟชั่น ออกแบบเสื้อผ้า

Fashion design ชุดราตรี

Fashion design

Fashion design ชุดเอนกประสงค์

ชุดใส่ทำงานสไตล์นักกิฬา

ออกแบบเสื้อผ้าชุดลำรอง

กิฟฟารีน

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด

คนเจ้าเล่ห์ เจ้าเสน่ห์ กับคนมีปัญญา ใครจะมีความสุขมากกว่ากัน

เปิดสมองปั้นอัจฉริยะ ด้วยพลังสมองซีกขวา
ใช้สมองแบบไหนจะสร้างสุขได้ยั่งยืนมากกว่ากันระหว่าง คนเจ้าเล่ห์ กับ คนมีปัญญา

คมคิด : ปัญญาจากเบื้องบนนั้นบริสุทธิ์เป็นประการแรก แล้วจึงเป็นความสงบสุข สุภาพและว่าง่าย เปี่ยมด้วยความเมตตาและผลที่ดี (Adapted from James 3:17, 2012)

ก่อนจะเข้าเรื่อง ผมมีเรื่องขำขันเรื่องหนึ่งจะเล่าสู่กันฟังครับ เป็นเรื่องของคุณป้าท่านหนึ่งที่ทำกระเป๋าสตางค์หายและมีเด็กน้อยเก็บได้นำมาส่งคืน นี่คือบทสนทนาระหว่างคุณป้าและเด็กน้อยหลังจากคืนกระเป๋ากันเรียบร้อยแล้วครับ

คุณป้า : ขอบใจมากจ้ะหนูที่เก็บกระเป๋าสตางค์ส่งคืนให้ป้าน่ะ เอ..แต่ทำไมมีแบงค์ร้อย 10 ใบล่ะจำได้ว่ามีแบงค์พันใบเดียวนี่นา?

เด็กฉลาด : อะเอ้ออ..ผมแลกเองแหละฮับ ครั้งก่อนก็เก็บได้แบบนี้เหมือนกัน เจ้าของไม่มีแบงค์ย่อย…ผมเลยอด…แบบว่าประสบการณ์สอนนะฮะ

ท่านผู้อ่านครับ...เด็กคนนี้ฉลาดได้โดนใจจริงๆ นะครับ อย่างนี้ทางด้านการพัฒนาสมอง (Brain development) เรียกว่า เป็นคนที่ถนัดใช้สมองซีกขวา (สมองซีกขวาจะมองว่าข้อผิดพลาดมีไว้เพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เพื่อตำหนิ)

ครั้งหนึ่งผมบรรยายเกี่ยวกับ “สมองกับการพัฒนาการ 5 มิติ (Child development)” ให้กับบุคลากรครูผู้ดูแลเด็ก ที่ได้รางวัลครูดีเด่นของกระทรวงมหาดไทย ผมเสนอว่า การเล่นคือกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งถ้าเด็กได้รับกระตุ้นสมองทั้ง 2 ซีกผ่านการเล่นอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยทำให้เกิดพัฒนาการได้ครบถ้วน 5 มิติ ได้แก่ ร่างกาย, สติปัญญา, อารมณ์, สังคม และจิตวิญญาณ (หมายถึงการมีจิตอาสา รักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง เป็นพัฒนาการมิติใหม่ที่เพิ่มเข้ามาจากเดิมมีแค่ 4 มิติ)

ผมนำเสนอให้พัฒนาลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะ เมื่อแม่ตั้งครรภ์ได้ 18 สัปดาห์ สมองของลูกก็สามารถพัฒนาได้แล้ว และสำหรับด้านอารมณ์ หากตอนตั้งครรภ์แม่มีอารมณ์ดี ไม่เครียด ฝึกผ่อนคลาย มีการฟังเพลงไพเราะ เพลงบรรเลง จะช่วยให้เด็กออกมาแล้วเลี้ยงง่าย ไม่ขี้หงุดหงิด พัฒนาการเร็ว

เพื่อพัฒนาสมองได้ครบทั้ง 2 ซีก ผมขอเสนอทักษะง่ายๆ ในการกระตุ้นสมองซึกขวาในชีวิตประจำวัน ลองฝึกดูนะครับ ใช้ได้กับทุกคนในครอบครัวครับ

ทักษะปลุกสมองซีกขวา (Enhancing Rt brain)

เป็นฝึกฝนลงมือทำสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของสมองซึกขวาซึ่งคล้ายศิลปิน อันได้แก่ การจินตนาการ, ดนตรี, การคิดเป็นภาพ, การมองเชื่อมโยงเห็นภาพรวม, คิดริเริ่ม มีความแตกต่างหลากหลาย, คำนึงถึงอารมณ์ สัญชาติญาณ เป็นต้น ขอยกตัวอย่างบางประการ ดังนี้...

1.หมั่นระดมความคิด
2.ฝึกนึกภาพที่ผิดธรรมดาในจินตนาการ
3.เขียนวาดความคิดออกมาเป็นภาพ สัญลักษณ์
4.สนใจกับเสียงภายใน หรือสัญชาตญาณมากขึ้น
5.ตระหนักรู้อารมณ์ด้านบวกและลบ
6.หัดยอมรับและผ่อนคลายในสภาวะที่คลุมเครือขัดแย้ง
7.เขียนบทกลอน หรือร้องเพลงที่ทำให้เห็นเป็นภาพมากๆ
8.เล่าเรื่องเร้าอารมณ์ มีอุปมาอุปมัยบ่อยๆ
9.พูดและแสดงออกเป็นบทบาทสมมติเพื่อให้เข้าใจภาพรวม


“การที่สมองแตกต่าง ก็เพื่อเติมเต็มให้กัน” ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันก็ได้ จริงมั้ย?

ข้อมูลอ้างอิง
ขำขัน.com เรื่องขำขันสุดฮา. (2012). เด็กยุคใหม่. Retrieved 5 Apr 2013. from kamkan.eastasiaworld.com
James 3:17.Biblica. Retrieved Feb 24,2012. From www.biblica.com

บทความโดย
ดร. นพ. ยุทธนา ภาระนันท์ MD., FP., Ed.D.
yparanan@gmail.com
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและเวชศาสตร์ครอบครัว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
From : Noy Shop  
Email : IP : 171.101.250.14

ลบ




ความคิดเห็นที่ 1 From : Noy Shop

ฝึกสมองซีกขวา...ให้อะไรมากกว่าที่คิด

การบริหารสมองที่โรงเรียนในประเทศญี่ปุ่นนำมาใช้ฝึกสอนเด็ก ๆ ของเขา ทั้งวิธีสอนให้เด็กได้ฝึกใช้สมองซีกขวาได้คล่องแคล่ว

ใครเคยดูรายการ “ดูให้รู้” จาก Thai PBS คงเคยผ่านตาเรื่องการบริหารสมองที่โรงเรียนในประเทศญี่ปุ่นนำมาใช้ฝึกสอนเด็ก ๆ ของเขา ทั้งวิธีสอนให้เด็กได้ฝึกใช้สมองซีกขวาได้คล่องแคล่ว

การสอนเพื่อให้เด็กมีระเบียบวินัย รู้จักวางเป้าหมายชีวิต และมีความอดทนมุ่งมั่น ซึ่งจากการศึกษาเกี่ยวกับคนที่มี resilience สูง ๆ (คือคนที่สามารถฟื้นใจให้เข้าสู่สมดุลและดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติได้หลังจากประสบวิกฤตร้ายแรงในชีวิต) พบว่าคนเหล่านี้มีปัจจัยที่เหมือนกันคือ เป็นคนที่มีวินัยและมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต

ต้องบอกว่าในเรื่องของวินัยนั้น คนไทยเรายังมีอยู่น้อยนิดจริง ๆ ค่ะ ดูได้จากความหย่อนยานในการเคารพกฎเกณฑ์ หรือกฎระเบียบต่าง ๆ เรายังเอาความสบายเป็นที่ตั้ง เช่น โทรศัพท์ขณะขับรถ เปลี่ยนเลนในช่วงเส้นทึบ ข้ามถนนโดยไม่ยอมขึ้นสะพานลอย ถ้ามีไฟแดงที่บ่งบอกสัญญาณว่าห้ามเดินข้ามถนน พอรถขาดช่วง ก็จะมีคนวิ่งข้ามโดยไม่ใส่ใจกับสัญญาณไฟ แอบลักไก่กลับรถบ้าง ใช้วิชามารขับแทรกโดยไม่ยอมต่อคิว สารพัดที่เราจะทำกันและมองเห็นเป็นเรื่องปกติ ยอม ๆ กันไป นี่แค่พฤติกรรมบนท้องถนนเท่านั้น ยังไม่นับการดำเนินชีวิตอื่น ๆ ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่ทำงาน และสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ที่พวกเราใช้ทรัพยากรร่วมกัน

ก่อนจะร่ายยาวไปถึงเรื่องวินัยและการตั้งเป้าหมายชีวิต (ซึ่งจะกล่าวถึงในตอนต่อไป) อยากจะเล่าเรื่องการบริหารสมองซีกขวาก่อนค่ะ นอกจากจะเป็นสมองซีกที่ใช้เพื่อจินตนาการ ซึมซับสุนทรียะของดนตรีและศิลปะแล้ว ยังเป็นส่วนที่ใช้เพื่อควบคุมอารมณ์ของคนเราด้วย เรียกว่าคนอีคิวดีต้องอาศัยการพัฒนาของสมองซีกขวาเช่นกัน

ที่ประเทศญี่ปุ่นเขาสอนด้วยวิธีการที่อาศัย “ความเร็ว ใช้เสียงดัง และให้เนื้อหาจำนวนมาก ๆ” เพื่อกระตุ้นสมองซีกขวาให้ทำงาน เพราะธรรมชาติของสมองซีกขวานั้นจะรับรู้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและรับรู้ได้ทีละมาก ๆ พ่อแม่บางคนก็มาเรียนตั้งแต่ยังตั้งครรภ์ก็มีค่ะ(ชอบข้อเขียนของ ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์ ที่ว่า การเป็นพ่อแม่ที่ดีนั้นไม่ได้ดูจากการดูแลลูกหลังคลอดแล้วเพียงอย่างเดียว หากแต่คุณแม่ที่ดีจะต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนจะตั้งครรภ์ด้วย) เขาบอกว่าใช้ได้ดีตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึง 12 ปี และสนับสนุนให้พ่อแม่มานั่งเรียนเพื่อจะได้มีวิธีการที่ถูกต้องไปสอนลูก ๆ ที่บ้าน

รูปแบบการสอนของเขามีหลากหลาย เช่น ใช้แผ่นภาพรูปเรขาคณิตที่มีสีสันต่าง ๆ ให้เด็กดูแล้วปิด ให้เด็กระบายสีตามภาพที่ได้เห็น เป็นการฝึกให้เด็กจำสี หรือให้เด็กอายุ 3 ขวบดูภาพกลุ่มสัตว์กินเนื้อหลาย ๆ ภาพโดยให้ดูเร็ว ๆ พร้อมกับที่ครูบอกชื่อสัตว์ดัง ๆ เด็กจะสามารถจดจำได้ว่าสัตว์กินเนื้อมีอะไรบ้าง การให้เด็กดูเร็ว ๆ จะกระตุ้นให้สมองซีกขวาทำงาน เพราะสิ่งเร้าเร็ว ๆ จะไม่มีช่วงเวลาให้สมองซีกซ้ายได้คิด แต่จะทำให้สมองซีกขวาซึมซับภาพเข้าสู่จิตใต้สำนึก หรือให้เด็กดูภาพเร็ว ๆ จนเขาจำได้ว่าภาพเรียงลำดับกันอย่างไร พอครูเปิดภาพเด็กจะพูดก่อนได้เห็นภาพด้วยซ้ำ

อีกวิธีหนึ่งคือครูจะให้หนังสือเด็กคนละเล่ม ให้เด็กกรีดหนังสือเร็ว ๆ ในครั้งแรก(ตอนกรีดหนังสือก็ให้อ่านไปด้วย อ่านเท่าที่เห็น) ครั้งที่สองให้กรีดหนังสือช้ากว่าครั้งแรก และครั้งที่สามก็ให้กรีดหนังสือช้ากว่าครั้งที่สอง หลังจากครบสามครั้งเขาให้เด็กเขียนเนื้อหาจากการอ่านตอนที่กรีดหนังสือสามครั้งนั้น ซึ่งใช้เวลาไม่กี่วินาที พวกเด็ก ๆ ก็เขียนกันได้ นอกจากนั้น เขายังเน้นการออกกำลังกาย โดยให้เด็ก ๆ โหนบาร์แล้วนับเลขเพื่อดูว่าเด็กสามารถโหนบาร์ได้นานเท่าไร แต่ไม่ได้ทำเพื่อการแข่งขัน หากให้เด็กได้ฝึกกล้ามเนื้อแขน และเน้นความสนุกสนาน

แม้แต่การคิดเลข เด็กเล็ก ๆ อายุสามขวบก็สามารถบวกเลขคูณเลขได้อย่างน่าอัศจรรย์ แถมเด็ก ๆ ยังสามารถบอกชื่อภูเขาไฟในประเทศญี่ปุ่นได้ครบถ้วนถูกต้องด้วยการจำเป็นเพลง วิธีการฝึกจะใช้ภาพและเสียงของครูที่พูดดังและเร็วเป็นตัวเร้า เด็กจะรู้สึกสนุก ไม่เบื่อหน่าย ทั้งนี้ เขามีวิธีการทดสอบด้วยว่าเด็กรับรู้จากสมองซีกขวาหรือซีกซ้าย โดยให้เด็กดูภาพที่ระบายสีเร็ว ๆ ถ้าเด็กเห็นเป็นสีทองและสีเงินแสดงว่าเด็กรับรู้ด้วยสมองซีกขวา แต่ถ้าเขาเห็นเป็นสีชมพูหรือสีอื่น ๆ แสดงว่าเด็กรับรู้ด้วยสมองซีกซ้าย ด้วยวิธีการนี้เขาบอกว่าพอเด็กอายุ 6 ขวบก็จะมีพัฒนาการในการใช้สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาได้อย่างผสมผสานเชื่อมโยงกันอย่างลงตัวเหมาะเจาะค่ะ

สำหรับพ่อแม่สิ่งที่ครูเน้นคือการบอกผู้ปกครองไม่ให้พูดเปรียบเทียบลูกกับเด็กอื่น ๆ ให้รู้จักพูดชมเชยหรือปรบมือแสดงความชื่นชมเมื่อลูกทำได้ดีเพื่อเป็นการเสริมแรงลูก และเน้นให้สอนศีลธรรมแก่ลูกตั้งแต่ลูกอายุย่างเข้าสองขวบ โดยเฉพาะเรื่องไม่แกล้งเพื่อน ไม่โกหก และไม่โลภ เท่ากับเป็นการปูพื้นฐานให้เด็ก ๆ มีสัมพันธภาพที่ดีกับคนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และเป็นการกล่อมเกลาให้เด็ก ๆ มีความซื่อสัตย์ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่สำคัญมากทีเดียว

พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นเองก็ยินดีมารับฟังคำแนะนำจากคุณครูอย่างไร้อัตตา เรื่องนี้สำคัญมากค่ะ เพราะถ้าพ่อแม่มีความรู้ในการเลี้ยงดูลูกที่ถูกต้อง ลูกก็ย่อมได้รับการกล่อมเกลาที่ดีจนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศชาติในอนาคต และอย่ามุ่งให้เด็กเป็นคนเก่งเท่านั้น ควรเลี้ยงให้เขาเป็นคนดีและมีความสุขด้วย

เมื่อใดก็ตามที่สังคมไทยเลิกมองคนที่ทำดี ยอมเสียเปรียบเป็นคนโง่ และมองคนที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบคนอื่นได้เป็นคนฉลาด ก็คงจะมีพ่อแม่อีกหลายคู่ที่เลิกกังวลว่าจะเลี้ยงลูกให้มีเหลี่ยมมีคมเพื่อไม่ให้เสียรู้คนอื่นได้อย่างไร

From: www.bangkokbiznews.com/mobile/view/news/492394
Date Time : 2013-04-14 05:45:44 IP: 171.101.250.14

ลบ



ความคิดเห็นที่ 2 From : Noy Shop
ลองนับข้อความด้านล่างต่อไปนี้ว่ามีอักษร F อยู่กี่ตัว

นับหนเดียวนะครับ ตั้งใจให้ดี...

FINISHED FILES ARE THE RE

SULT OF YEARS OF SCIENTI

FIC STUDY COMBINED WITH

THE EXPERIENCE OF YEARS...



คุณนับได้เท่าไหร่ครับ ?

ถ้าคุณนับแล้วไม่ได้ 6 ตัว คุณผิดครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ผมให้โอกาสคุณกลับไปนับใหม่นะครับ เอ้าลองดู...

FINISHED FILES ARE THE RE

SULT OF YEARS OF SCIENTI

FIC STUDY COMBINED WITH

THE EXPERIENCE OF YEARS...

เหตุผลที่คุณนับไม่ได้ 6 เพราะ สมองของคุณไม่สามารถรับคำว่า OF หลาย ๆ ตัวในเวลาเดียวกันได้

แต่หากคุณนับได้ 6 ตัว ตั้งแต่ครั้งแรก คุณค่อนข้างมีสมองที่ดีเลิศดั่งอัจฉริยะเลยทีเดียว

หากคุณนับได้ 5 ตัว ถือว่าสมองของคุณปราดเปรื่อง

หากคุณนับได้ 4 ตัว ถือว่าค่อนข้างดีครับ

แต่หากนับได้ 3 ตัว อย่าเสียใจ เพราะถือว่าสมองอยู่ในขั้นธรรมดา

แต่หากนับได้ 1 หรือ 2 ตัว ผมว่านอกจากต้องเช็คสมองแล้ว ยังต้องเช็คสายตาด้วยนะครับ

From: www.coopthai.com/tkomgpt/brain.html
Date Time : 2013-04-14 05:49:42 IP: 171.101.250.14

ลบ



ความคิดเห็นที่ 3 From : Noy Shop

สวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านค่ะ วันนี้พิ้งกี้มีข้อมูลดีๆมาแชร์ เกี่ยวกับการฝึกสมองและกำลังสติของท่านเอง

มีหลายท่านที่ชอบตัดพ้อว่า ทำไมคนนั้นถึงฉลาดและเรียนเก่งกว่าเรา ทำไมคนนั้นถึงสามารถวาดรูปหรือร้องเพลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทำไมคนนั้นถึงประสบความสำเร็จในชีวิตง่ายจัง ทำไมเราถึงอยู่ร่วมกับผู้อื่นลำบาก ทั้งที่บางคนสามารถเข้ากับทุกคนได้ ......ซึ่งจริงๆเรื่องเหล่านี้อยู่ที่วิธีคิดและความลับบางอย่าง ที่ผู้ประสบความสำเร็จเหล่านั้นฝึกฝนมาทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวค่ะ

อันที่จริงมนุษย์เราทุกคนเกิดมาจะมีโครงสร้างสมองเหมือนกัน ขนาดเกือบเท่ากัน จำนวนเซลล์ประสาทไม่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้บางคนฉลาดและประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นเพราะผลมาจากพันธุกรรม การเลี้ยงดู พรสวรรค์ ฯลฯ แต่ถ้าในทางพุทธศาสนา อาจพูดว่า เกิดจากพลังของกรรมเก่าเหนี่ยวนำให้สมองส่วนที่ต้องการใช้ เริ่มทำงาน เกิดเป็น ความชอบ ความถนัด ความพอใจ และมีวิถีการดำเนินชีวิตไปตามนั้น

สมองซีกซ้ายเป็นสมองส่วนตรรกะ เหตุผล สัญลักษณ์ ภาษา การคิดแบบแยกย่อย ส่วนสมองซีกขวาจะเป็นสมองส่วนอารมณ์ ความรู้สึก จินตนาการ การหยั่งรู้และวิเคราะห์แบบองค์รวม ซึ่งปัจจุบันพบว่า มากกว่าร้อยละ90 เรามักใช้สมองซีกซ้ายกันเสียส่วนใหญ่ เราแทบไม่ค่อยได้พัฒนาสมองซีกขวากันเท่าใดนัก จึงไม่แปลกใจที่ส่วนมากผู้ที่มี IQสูงมากๆ (สมองซีกซ้าย) จะมี EQ ต่ำ (สมองซีกขวา) ถ้าไม่เคยฝึกฝนสมองซีกขวามาก่อนเลย

เคล็บลับการฝึกสมองซีกขวา

สำหรับทางจิตวิทยานั้น กิจกรรมที่ฝึกสมองซีกขวา มีหลายทางเลือกเช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ตกแต่งบ้าน ท่องเที่ยว ชมธรรมชาติ การร้องเพลงที่ชอบ เล่นดนตรี ทำงานศิลปะ เล่นกีฬา การทำงานอดิเรกที่โปรดปราน สมองซีกขวาไม่ชอบความซ้ำซาก จำเจ ดังนั้นการเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตประจำวันก็มีส่วนช่วยพัฒนาสมองซีกนี้ เช่น เปลี่ยนตำแหน่งที่นั่งทำงาน ฝึกทำกิจกรรมที่ชอบในด้านใหม่ๆ (ฝึกร้องเพลงประเภทอื่น เล่นเครื่องดนตรีชนิดอื่น ฝึกวาดภาพด้วยสีชนิดต่างๆ ฝึกเล่นกีฬาให้หลากหลาย เป็นต้นค่ะ)

อีกเคล็ดลับในการพัฒนาประสิทธิภาพของสมองซีกขวาก็คือ การฝึกสติจับที่อาการต่างๆที่เราทำในแต่ละวัน เพราะสมองซีกนี้จะทำหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับการสัมผัส การเคลื่อนไหว ลีลา ท่าทาง และ สิ่งที่เป็นนามธรรม (ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในใจ) เพราะในทางการแพทย์ การกำหนดสติไปที่อาการหรือความรู้สึกต่างๆ จะทำให้สมองหลั่งสาร โดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้เกิดสติปัญญา ไหวพริบ ปฏิภาณและความเฉลียวฉลาด (ถ้าขาดสารชนิดนี้ในสมองจะมีความผิดปกติของการเคลื่อนไหว ที่เรียกกันว่าโรคพาร์กินสัน) สารสื่อประสาทโดพามีนมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการสร้าง ความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจ สมองจะตื่นตัว มีพลัง กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ รอบตัว แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะของการมีสติสัมปชัญญะ (ได้จากการฝึกวิปัสสนา) มิฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของสารเคมีเหล่านี้ จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยค่ะ

จุดอ่อนของสมองซีกขวา

ข้อที่พึงระวังในการใช้สมองซีกขวาก็คือ พยายามกำจัดอารมณ์เชิงลบทุกชนิดออกไปจากสมองเสียก่อนที่จะตัดสินใจ เพราะถ้าปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำ ไม่ว่าโกรธ อคติ อิจฉา กลัว หงุดหงิด ฯลฯ การตัดสินใจ ด้วยสมองซีกขวาจะอันตรายกว่าการตัดสินใจด้วยสมองซีกซ้ายมาก (สมองซีกซ้ายจะใช้เหตุผลเป็นหลัก) ซึ่งการปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผลเป็นเรื่องอันตรายค่ะ สมองส่วนนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ความคิดเชิงลบทั้งหมดเช่น ราคะ โทสะ โมหะ รัก โลภ อิจฉาริษยา ฯลฯ ถ้าเมื่อใดความรู้สึกเชิงลบ เข้าครอบงำสมองซีกขวา มันจะเกิดการส่งคำสั่งมายังสมองซีกซ้าย เพื่อคิดหาวิธีที่จะสนองตอบกิเลสตัณหานั้นทันที เช่น เจ้านายสาว พบว่าเลขาหนุ่มทุจริตเงินบริษัท แต่ด้วยความที่ผู้ชายหล่อล่ำ ปากหวาน แอบอยากกิน จึงหาเหตุผล เพื่อปกปิดความผิดที่ลูกน้องคนอื่นนำมาฟ้อง!!!! ดังนั้น วิธีการกำจัดจุดอ่อนของสมองซีกขวา ก็คือ หมั่นทำกิจกรรมต่างๆที่ฝึกให้เกิดสมาธิและสตินั่นเองค่ะ

แหมจัดเต็มสำหรับเคล็ดลับดีๆ ในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ เพื่อต่อยอดในการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างปกติสุข สำหรับตอนนี้ต้องลาไปก่อน บ้ายบายยยยย...

เรื่องโดย เภสัชกรพิ้งค์กี้
Date Time : 2013-04-14 06:00:21 IP: 171.101.250.14

ลบ



ความคิดเห็นที่ 4 From : pikul
มีประโยชน์มากๆ
Date Time : 2014-03-20 09:48:53 IP: 49.230.181.91

ลบ



กิฟฟารีน